รูปทรงจมูกในการทำศัลยกรรมเสริมจมูก

จมูก เป็นส่วนที่สำคัญบนใบหน้า หนุ่มสาวคนไหนที่มีปัญหาในเรื่องของใบหน้ามักจะเลือกการทำศัลยกรรมจมูกก่อนเป็นอันดับแรก เพราะว่าบางคนนั้นสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงรูปหน้าของตัวเองได้ในทันที บางคนทำมาแล้วช่วยให้หน้าเรียวขึ้น จมูกดูเป็นรูปทรงสวยงามมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็แล้วแต่ว่าใบหน้าของแต่ละคนนั้นเหมาะที่จะรับกับรูปทรงของจมูกแบบไหนบนใบหน้า ในการทำศัลยกรรมจมูก มักจะมีรูปร่างและรูปทรงของจมูกมากมายให้เราได้เลือกแนะนำเสริมจมูกที่ไหนดี เพราะเมื่อตัดสินใจที่จะทำจมูกแล้วแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะให้คำปรึกษาเราในเรื่องของการเลือกรูปทรงจมูกได้ เพราะว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะสามารถให้ข้อมูลเราได้ดีและมีวิธีการเลือกรูปทรงจมูกให้เข้ากับใบหน้า และสวยงามมากที่สุด

รูปทรงจมูกเสริมจมูกสวยรูปทรงจมูกในการทำศัลยกรรมจมูก มีรูปแบบที่ไม่เยอะมากนัก รูปทรงจมูกที่ฮิตมากที่สุดก็คงจะเป็นรูปทรงจมูกแบบหยดน้ำ ที่จะช่วยให้รูปทรงจมูกดูมีมิติให้ความหวานกับใบหน้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งในเมืองไทยส่วนใหญ่จะเสริมจมูกด้วยการใช้ซิลิโคนเป็นหลัก เพราะว่าเป็นวัสดุที่ใกล้เคียงกับกระดูกอ่อนบริเวณจมูกมากที่สุด การทำศัลยกรรมจมูกด้วยซิลิโคนจึงเป็นที่นิยมกันอย่างมากในปัจจุบันนี้ รูปทรงจมูกของใครที่มีความยาวอยู่แล้วเหมาะที่จะเสริมให้เป็นรูปหยดน้ำมาก เพราะว่าจะช่วยให้จมูกไม่ดูเชิดมากจนเกินไป การทำศัลยกรรมจมูกแบบหยดน้ำจะทำเฉพาะช่วงปลายจมูกเท่านั้น นอกจากรูปทรงหยดน้ำแล้วยังมีอีกหลายรูปทรงที่มักจะนิยมทำกันมากก็คือ การเสริมช่วงที่เป็นสันจมูกให้มีความคมมากยิ่งขึ้น เสริมช่วงสันจมูกให้มีความโตมากยิ่งขึ้น เพราะว่าบางคนมีจมูกที่ยาวและทรงสวยอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าสันจมูกในช่วงของดั้งนั้นยุบมากจนเกินไป การเสริมในช่วงสันจมูกจึงเป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่ต้องการทำศัลกรรมทั้งหญิงและชาย

การทำศัลยกรรมจมูกในสมัยก่อน อาจจะเลือกทำแค่ช่วยให้ดั้งโด่งขึ้นมาเพื่อความสวยงามของใบหน้า แต่ว่าในปัจจุบันนี้ แค่ทำให้ดั้งโด่งอย่างเดียวยังไม่พอ เทคโนโลยีในการทำศัลยกรรมจมูกนั้นก้าวหน้าไปมาก สามารถที่จะเลือกรูปทรงสวยงามในการทำจมูกได้เลย รูปทรงจมูกที่คนไทยมักจะทำมากที่สุดก็คือรูปทรงจมูกที่คล้ายๆกับสาวเกาหลี เพราะว่ารูปทรงจมูกของคนเกาหลีนั้นจะคล้ายๆกับคนไทยบ้านเรา รูปร่างหน้าตาของคนแถบเอเชียจะคล้ายกัน สามารถที่จะใช้รูปทรงจมูกที่คล้ายๆกับคนเกาหลีได้ หรืออีกอย่างหนึ่งอาจจะเป็นอิทธิพลที่มาจากประเทศเกาหลีด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดารา นักร้อง ศิลปิน หรือว่าเพลงเกาหลีที่มักจะได้ยินและฮิตกันชั่วระยะหนึ่ง เลยทำให้เทรนด์การศัลยกรรมแบบฉบับเกาหลีติดเทรนด์ตามไปด้วย

ลูกเป็ดขี้เหร่จงพอใจในสิ่งที่ตนมี

สวัสดีครับทุกท่านในขณะที่ผมกำลังเขียนบทความนี้อยู่ผมเองกำลังดูละครซีรีย์ลูกเป็ดขี้เหร่ในตอน Perfect match ซึ่งถือเป็นละครวัยรุ่นจากค่าย GTH ที่ซื้อลิขสิทธิ์มาฉายเป็นละคร

ลูกเป็ดขี้เหร่

perfect-match

จุดเด่นของละครเรื่องนี้ที่ผมสนใจไม่ได้อยู่ที่เรื่องของพระเอก นางเอก ที่ดูเป็นวัยรุ่น สวยและน่ารักหากแต่มันอยู่ที่ว่าเนื้อหาของละครที่พูดถึงผลเสียจากการทำศัลยกรรมซึ่งก็คือการร้อยไหมบนใบหน้านั่นเองครับ

การร้อยไหมนั้นถือเป็นการศัลยกรรมใบหน้าชนิดหนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้โดยสรรพคุณของมันนั้นช่วยในเรื่องของการกระชับใบหน้าให้เต่งตึงไม่คล้อยหรือยานก่อนวัยอันควรซึ่งจริงๆแล้ววิธีนี้มักใช้ในการศัลยกรรมในผู้สูงอายุที่มีอายุมากแต่ในปัจจุบันนี้มันกลับระบาดในหมู่ของสาววัยรุ่นทั้งๆ ที่ในวัยนี้การร้อยไหมไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นแต่อย่างใด

ทีนี้กลับมายังเรื่องของละครกันต่อครับ!

เนื้อหาของละครในตอนนี้นั้นเป็นเรื่องของสาวน้อยวัยใสน่ารักคนหนึ่งที่ไม่พึงพอใจในความสวยของตนเองจึงได้ไปทำศัลยกรรมร้อยไหมจนเป็นสาเหตุให้หน้าเน่าทำให้ต้องเสียเวลาในการรักษาตัวเองเป็นเวลา 1 ปีซึ่งในระหว่างรักษานี้ก็ทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆ มากมายขึ้นรวมไปถึงรักแท้ของสาวน้อยนางนี้อีกด้วย

สำหรับอุทธาหรณ์ของละครในเรื่องนี้ก็สั้นง่ายได้ใจความครับว่าคนเราควรพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่เพราะคงไม่มีใครที่จะโชคดีในความโชคร้ายเหมือนนางเอกในเรื่องนี้ทุกคนอย่างแน่นอนครับ

ข้อเสียจากการฉีดโบท็อกซ์ ที่ควรรู้

ข้อเสียจากการฉีดโบท็อกซ์

การฉีดโบท็อกโบท็อกซ์ นอกจากจะมีข้อดีแล้ว ก็มีข้อเสียเช่นกัน ซึ่งเราควรเรียนรู้ทั้งข้อดีและข้อเสียของการฉีดโบท็อกซ์ เพื่อให้การฉีดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดและปลอดภัยที่สุดนั่นเอง มาดูกันดีกว่า ว่าฉีดโบท็อกลดกรามมีข้อเสียอย่างไรบ้าง

รู้สึกเจ็บขณะฉีด

การฉีดยาย่อมทำให้รู้สึกเจ็บอยู่แล้ว แต่เนื่องจากการฉีดโบท็อกซ์นั้นจะฉีดที่ใบหน้า จึงอาจทำให้รู้สึกเจ็บมากกว่าบริเวณอื่นได้ แต่ถึงอย่างนั้นส่วนใหญ่แพทย์มักจะทายาชาก่อนฉีดเสมอ เพื่อลดอาการเจ็บลงนั่นเอง แต่ในเมื่ออยากสวย สาวๆ ก็ทนได้อยู่แล้วจริงไหม

ออกฤทธิ์แค่ 6 เดือนเท่านั้น

อย่าคิดว่าฉีดโบท็อกลดกรามแล้วจะสวยอย่างถาวรนะ เพราะฤทธิ์ของโบท็อกซ์อยู่ได้แค่ 6 เดือนเท่านั้น ซึ่งหลังจากนั้นใบหน้าที่เคยเรียวสวย และอ่อนเยาว์จะกลับมายุ้ยและดูมีริ้วรอยเหมือนเดิม ซึ่งหากอยากสวยต่อ ก็ต้องฉีดโบท็อกซ์เข็มต่อไปต่อนั่นเอง

ราคาสูง

อยากสวยกับการฉีดโบท็อกซ์ ก็ต้องมีงบประมาณมากพอสมควร เพราะโบท็อกซ์เข็มหนึ่งนั้นมีราคาแพงมาก ยิ่งต้องฉีดอย่างต่อเนื่องด้วยแล้ว ใครที่งบน้อยอาจจะจนได้เลยนะ เพราะฉะนั้นก่อนฉีดโบท็อกซ์อย่าลืมคำนวณค่าใช้จ่ายทั้งหมดก่อนด้วยล่ะ

ต้องฉีดกับแพทย์ที่เชี่ยวชาญเท่านั้น

ถึงแม้โบท็อกซ์จะมีผลข้างเคียงต่ำ แต่หากฉีดไม่ถูกวิธีก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เหมือนกัน ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ควรฉีดโบท็อกซ์กับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ และควรมีใบรับรองการประกอบการด้วย

ก่อนฉีดโบท็อกลดกรามอย่าลืมคิดคำนึงให้ดีก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าใช้จ่ายหรือการเลือกสถานที่ในการฉีด ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของตัวคุณเองและความปลอดภัยในการฉีดนั่นเอง

วิธีการเสริมคางด้วยไขมัน

ขั้นตอนการเสริมคาง

การเสริมคางแพทย์จะดูดไขมันจากร่างกายของคนไข้ เช่น ติ่งหู ต้นขา ต้นแขน ที่มีไขมัน และเลือกไขมันที่บริสุทธิ์ที่สุด มาฉีดใส่บริเวณคางของเรา จะฉีดมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ เพื่อจะให้เรียวแหลมขึ้นวิธีนี้จะปลอดภัยที่สุด หลังจากที่คนไข้ฉีดไขมันเข้าที่คางสามารถใช้ชีวิตได้ปกติทันทีไม่ต้องพักฟื้นหลังการทำ การฉีดคางครั้งแรกจะอยู่ได้ 2-3 เดือน ส่วนครั้งที่ 2 จะอยู่ได้ 2 ปี จะขึ้นอยู่กับการรักษาไขมันของตนเองด้วย เนื่องจากบางคนอาจจะชอบการซาวน่า หรืออาจจะออกกำลังกายหนักๆ ซึ่งจะทำให้ไขมันหายไปได้เร็ว อย่าไปโดนแดดเยอะ การเสริมคางด้วยไขมันเหมาะสำหรับผู้ที่มีรูปหน้าที่ได้รูปอยู่แล้ว ส่วนคนที่คางทู่หรือไม่มีคางไม่แนะนำให้เสริมคางด้วยวิธีนี้ เพราะการเสริมคางด้วยไขมันไม่ได้ทำให้หน้าดูเรียวแรม แต่จะช่วยให้หน้าดูมีมิติมากขึ้น

การดูแลหลังการเสริมคางด้วยไขมัน

  1. งดการยกสิ่งของหนักเหนือศีรษะเป็นเวลา 3-4 สัปดาห์
  2. คนไข้ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ คางไปกระทบกับสิ่งของ เป็นเวลา 3-4 สัปดาห์
  3. งดกิจกรรมหนักๆ หรือออกกำลังกายมากๆ เป็นเวลา 3-4 สัปดาห์
  4. ห้ามนวดคลึง บริเวณที่ฉีดคาง 1 สัปดาห์
  5. สามารถไปทำกิจกรรมเบาๆ ตามปกติได้ภายใน 5-7 วัน

ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นหลังการเสริมคางด้วยไขมัน
การเสริมคางด้วยไขมันมีความปลอดภัยสูงเพราะเป็นเนื้อเยื่อของเราเอง ร่างกายจะไม่ปฏิเสธอย่างแน้นอน และมีความนิ่มเป็นธรรมชาติ แต่จะให้ไขมันที่ฉีดเข้าไปในคางอยู่ในรูปทรงที่ต้องการถาวรเป็นไปได้ยาก ต้องมาทำการฉีดไขมันที่ค้างซ้ำบ่อยๆ

การดูแลหลังการเสริมคางด้วยการฉีดฟิลเลอร์

  1. ห้ามนวดคลึง บริเวณที่ฉีดคาง 1 สัปดาห์
  2. ห้ามใช้สารผลัดเซลล์ผิวชั่วคราว เช่น AHA,BHA หรือ Retinoid gel
  3. หลีกเลี่ยงบริเวณอากาศที่เย็นหรือร้อนเกินไป 1 สัปดาห์
  4. ดื่มน้ำ 8 แก้วต่อวัน
  5. งดกิจกรรมหนักๆ หรือออกกำลังกายกลางแดด เป็นเวลา 3-4 สัปดาห์

ผลข้างเคียงการเสริมคางด้วยการฉีดฟิลเลอร์
จะมีอาการบวมตึงหรือแดงเล็กน้อยประมาณ 1-2 วัน บางรายอาจคลำพบก้อนเล็กๆ บริเวณที่ฉีด แต่จะหายไปเองประมาณ 1-4 สัปดาห์

เสริมโหนกแก้ม ศัลยกรรมโหนกแก้ม เสริมโหนกแก้มสวยที่สุด

โหนกแก้มแต่ละคนเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน การศัลยกรรมโหนกแก้มจะมี 2 อย่าง คือลดโหนกแก้มกับเสริมโหนกแก้ม แล้วแต่ความพึ่งพอใจของคนไข้จะต้องการให้โหนกแก้มเป็นเช่นใด บางคนผอมเกินไปจนทำให้ใบหน้าตอบเล็กไม่มีแก้ม ทำให้ใบหน้าดูไม่มีน้ำมีนวล สาเหตุหลักอาจจะเป็นเพราะเราผอมเกินไปจึงทำให้แก้มไม่ออกเท่าที่ควร ควรรับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ การออกกำลังกายเป็นส่วนสำคัญมาก ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้กล้ามเนื้อขยายตัว
ก่อนหน้านี้ได้ทำความรู้จักกับการลดโหนกแก้มกันไปแล้ว วันนี้จะมาเสนอการเสริมโหนกแก้มกันบ้าง จะเหมาะสำหรับคนที่มีโหนกแก้มต่ำเกินไป, โหนกแก้มแบน,โหนกแก้มเล็ก ทำให้ใบหน้าดูไม่มีมิติ การเสริมโหนกแก้มช่วยให้แก้มดูเต็มขึ้น และสูงขึ้น วิธีการเสริมโหนกแก้มมี 4 วิธี1.การเสริมโหนกแก้มด้วยกระดูกจริง 2.การเสริมโหนกแก้มด้วยซิลิโคนหรือสารสังเคราะห์อื่น 3.การฉีดฟิลเลอร์ (Filler) 4.การฉีดไขมัน

ศัลยกรรมเสริมโหนกแก้ม

การเตรียมตัวก่อนการเสริมโหนกแก้ม
1.โปรดแจ้งอาการแพ้ยา หรืออาหารเสริมที่ใช้ในปัจจุบันก่อนเข้ารับการผ่าตัด
2.หากมีโรคประจำตัว โปรดแจ้งศัลยแพทย์ล่วงหน้า
3.งดแอสไพริน ไอบิวโพรเฟนและวิตามินอี ล่วงหน้า 2 อาทิตย์ก่อนเข้ารับการผ่าตัด งดสูบบุหรี่ก่อนผ่าตัด 2 สัปดาห์ และหลังผ่าตัด 4 สัปดาห์
4.โดยเช็คเลือด เช็คปัสสวะ X-ray ปอด ถ้าอายุเกิน 35 ก็จะเช็คหัวใจร่วมด้วย

วิธีการเสริมโหนกแก้ม มี 4 วิธี
1.การเสริมโหนกแก้มด้วยกระดูกจริง
วิธีนี้ไม่คอยนิยม เพราะจะเกิดแผลเป็น และต้องเอากระดูกบางส่วนจากร่างกาย เช่น กระดูกเชิงกราน กระดูกซี่โครง วิธีนี้จะได้ความนูนของกระดูกแก้มไม่มาก
2.การเสริมโหนกแก้มด้วยซิลิโคนหรือสารสังเคราะห์อื่น
แพทย์จะเหลาซิลิโคนขึ้นรูปโหนกแก้มเอง ขนาดซิลิโคนโหนกแก้มจะตามความต้องการของคนไข้
แพทย์สามารถสามารถเปิดแผลได้ 2 วิธี
2.1ผ่าตัดเข้าทางด้านในปาก
จะฉีดยาชาที่กระพุ่งแก้มด้านในบริเวณเหนือซอกเหงือก จากนั้นจะผ่าตัดเปิดแผลยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร แล้วแยกกล้ามเนื้อที่เกาะกระดูกใบหน้าขึ้นไปจนถึงบริเวณโหนกแก้ม หลังจากนั้นจะเปิดเยื่อหุ้มกระดูกให้เป็นช่องที่มีขนาดพอเหมาะกับขนาดของซิลิโคนที่เตรียมไว้แล้วจึงวางแผนซิลิโคนไว้ในช่องเยื่อหุ้มกระดูกตรงตำแหน่งของโหนกแก้มพอดี เมื่อตรวจสอบตำแหน่งเรียบร้อยแล้วจึงเย็บปิดด้วยไหมละลาย และเพื่อไม่ให้แผ่นซิลิโคนขยับเขยื้อนจากตำแหน่งที่จัดวางไว้ แพทย์อาจจะใช้พลาสเตอร์ปิดทับภายนอกบริเวณเหนือโหนกแก้ม หลังจากนั้นก็รอเวลาที่แผ่นซิลิโคนจะติดแนบกับกระดูกต่อไป
2.2ผ่าตัดเข้าทางแผลที่เปลือกตาล่าง
จากนั้นเอาแผ่นซิลิโคนว่างที่โหนกแก้ม แพทย์จะแยกชั้นกล้ามเนื้อผิวหนังขึ้น เพื่อเข้าไปหารอยต่อของขอบกระดูกเบ้าตา จากนั้นจะเปิดเยื่อหุ้มกระดูกโหนกแก้มเป็นช่องขนาดที่ต้องการ เช่นเดียวกับวิธีแรก แล้วจึงวางแผ่นซิลิโคนลงไปที่ตำแหน่งโนหกแก้ม แม้วิธีนี้จะมีแผลที่บริเวณเปลือกตา แต่แผลที่ตำแหน่งนี้มักจะหายโดยไม่ค่อยทิ้งร่องรอยให้สังเกตเห็นชัดเจนนัก
3.การฉีดฟิลเลอร์ (Filler)
ฟิลเลอร์ คือการฉีดเติมเต็มในส่วนที่คนไข้ต้องการ ในกรณีนี้ฉีดฟิลเลอร์ ลงไปในบริเวณเยื่อหุ้มกระดูกโหนกแก้มเพื่อให้เป็นฐานจะทำให้การยึดเกาะของฟิลเลอร์ จากนั้นแพทย์จะฉีดให้ได้ปริมาณตามแต่ละชั้นผิวหนัง และสามารถปรับแต่ง ให้ได้รูปทรงที่สวยงามตามที่คนไข้ต้องการ วิธีนี้จะอยู่ได้ประมาณ 8 เดือน และจะสลายหายไป
4.การฉีดไขมัน
ไขมันจะเอามาจากตัวคนไข้เอง แพทย์จะดูดไขมันบริเวณอื่นที่ไม่ใช้โหนกแก้ม แล้วฉีดโดยตรงเข้าที่แก้ม ในกรณที่แพทย์ฉีดไขมันเข้าไป 1 cc.อาจจะอยู่แค่ 0.5 cc.อัตราเซลล์ไขมันอยู่รอดหรือตายมี 50 % ถ้าอยู่รอดก็จะอยู่กับโหนกแก้มเราได้นาน

การดูแลหลังการเสริมโหนกแก้ม
1.นอนศีรษะสูง ประคบด้วยเจลเย็น เพื่อช่วยห้ามเลือด และลดอาการบวม
2.รับประทานอาหารอ่อนอ่อนประมาณ 2 สัปดาห์หลังผ่าตัด
3.ควรดูแลไม่ให้เกิดการกระทบกระเทือนบนใบหน้า โดยเฉพาะโหนกแก้ม
4.ทานอาหารอ่อนอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หลังจากรับประทานอาหารเสร็จให้อมน้ำยาบ้วนปาก เพื่อไม่ให้เศษอาหารไปติดแผลจนกว่าแผลในปากจะหายดี (เพื่อไม่ให้แผลติดเชื้อหรืออักเสบ)
5.งดอาหารแข็ง หรือเคี้ยวของเหนียวประมาณ 2-4 สัปดาห์

ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นหลังการเสริมโหนกแก้ม
หลังการผ่าตัดไม่มีผลข้างเคียงมากนัก ควรกินยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และพักผ่อนให้เพียงพอ อาการบวมกับชา จะเกิดขึ้นปกติหลังการผ่าตัด จะหายภายใน 2-3 สัปดาห์